Connect with us

ข่าว / เทรนด์ใหม่ๆ

เก่ง โปรไฟล์ดี ทนายเจมส์ ทนายคนเก่งที่เป้ย ปานวาด เข้ามาปรึกษา

“เป้ย” หอบหลักฐานกว่า 400 หน้าปรึกษา “ทนายเจมส์” จ่อฟ้องคดีครอบครัว หลังจากนิ่งเฉยมานาน ตั้งแต่มีข่าวถูกโยงเข้าไปพัวพันกับอักษรย่อที่ว่ามีพริตตี้สาวแอบคบกับสามีนางร้ายลูก 2 ทำให้หลายคนพุ่งเป้าไปว่าอาจจะเป็นคุณแม่คนสวย “เป้ย ปานวาด” หรือเปล่า

หลังจากเก็บตัวเงียบมาพักใหญ่ ล่าสุด “คุณแม่เป้ย” ได้โพสต์ภาพคู่กับทนายชื่อดัง “ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต” โดยเบื้องหน้าของทั้งคู่เป็นกองเอกสารมากมาย ทำให้หลายคนสงสัยว่าสาวเป้ยจะมีการฟ้องใครหรือเปล่า

ทางทีมข่าว ได้ติดต่อสอบถามเรื่องนี้กับทางทนายเจมส์ได้ความว่า “คุณเป้ยได้หอบหลักฐานมาปรึกษาคดีครอบครัว ที่เป็นประเด็นข่าวในตอนนี้ แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นฟ้องร้องอะไร แค่นำแชทลับ ภาพลับ และการโพสต์ข้อความพาดพิงมาให้ดู ส่วนเรื่องจะเป็นคดีความต่อไปจากนี้หรือเปล่า

อันนี้คงต้องรอทางคุณเป้ยตัดสินใจว่ายังไง แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนปรึกษากันเท่านั้น”

สวยมากเป้ยสวยเป้ยน่ารักมากสวยที่สุดสวยที่สุด

รู้จักตัวตน “ทนายเจมส์” จากคนไม่เอาถ่าน สู่เส้นทางว่าความให้เหล่าเซเลบ “จากกระแสเพียงชั่วข้ามคืน หลายคนอาจมองว่านั่นคงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมมีงานเข้ามา แต่สำหรับผม การได้อ่านหลายความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ที่มองเราเป็นเสมือนแรงบันดาลใจในการเรียนกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกดีใจและประทับใจที่สุด” นายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ กล่าว

เรียกได้ว่าทำเอาสาวแท้สาวเทียมค่อนประเทศต่างพูดถึงกันอยู่ไม่น้อยกับดีกรีความแซ่บของ “ทนายเครามากเสน่ห์” ทนายความส่วนตัวของดีเจวุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ หนึ่งในดารานักแสดงที่มีรายชื่ออยู่ในข่ายที่ต้องเข้าชี้แจงรายละเอียด

กรณีการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งต้องบอกว่าเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้กระแสโลกออนไลน์ต่างจับตามองและพากันหลงเสน่ห์ไปตามๆ กัน ถึงขั้นมองเขาเป็นแรงบันดาลใจในการอยากเป็นทนายความกันเลยทีเดียว…

งานนี้ ทีมข่าว ออนไลน์ จึงไม่พลาดที่จะคว้าตัวทนายเคราเนื้อหอมที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า นายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ มานั่งจับเข่าคุยถึงสิ่งที่หลายคนอยากรู้ ว่า จริงๆ แล้ว เขาเป็นใคร? มาจากไหน? เส้นทางการว่าความให้กับเหล่าดาราเซเลบเริ่มต้นได้อย่างไร? ไปทำความรู้จัก “ทนายเครามากเสน่ห์” คนนี้.. ในมุมที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน!!!!!!

ย้อนวัยสมัยคอซองขาสั้น! ติดเพื่อน เลือกกิจกรรม ทิ้งตำราเรียน ย้อนกลับไปสมัยวัยคอซองขาสั้น ทนายเจมส์ เรียนอยู่โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จ.เพชรบูรณ์ ด้วยความที่เป็นรองประธานและนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน ทำให้ไม่ตั้งใจเรียนและยอมทิ้งการเรียนเพื่อเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับการทำกิจกรรม ชอบเที่ยวเล่นกับกลุ่มเพื่อนตามประสาเด็กผู้ชายทั่วไป กระทั่งถึงเวลาต้องเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์ในสมัยนั้น เพื่อนๆ รอบข้างที่เที่ยวเล่นด้วยกันต่างมีเส้นทางเดินของตัวเอง ทุกคนมีที่เรียนกันหมด เหลือเพียงทนายเจมส์ที่ได้แต่นั่งครุ่นคิดแล้วคิดอีกว่า จะเรียนอะไร เรียนที่ไหน เพราะเอนทรานซ์ไปก็ไม่ติด สุดท้ายจึงตัดสินใจจับมือกับเพื่อนอีกคนหนึ่งว่าจะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยกัน

ทนายเจมส์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกตนเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขณะที่เรียนอยู่ปี 1 เทอมแรก ก็รู้สึกว่าไม่ชอบวิชาการบัญชี ทำให้รู้ตัวว่าไม่อยากเรียนคณะบริหารธุรกิจตั้งแต่นั้นมา และด้วยความไม่ตั้งใจเรียนในช่วงแรก ทำให้เพื่อนสนิทที่จับมือกันมาด้วยกันย้ายไปอยู่กับรุ่นพี่ที่ตั้งใจเรียน เนื่องจากกลัวว่าหากอยู่กับตนแล้วการเรียนต้องแย่เป็นแน่ จากวันที่เพื่อนสนิททิ้งไป ตนได้พูดกับตัวเองว่า “ในเมื่อก้าวที่จะมาเรียนต่อแล้ว..อย่างไรก็ต้องไม่ถอย” และไม่อยากให้ใครมาสบประมาทตนด้วย จึงตัดสินใจคุยกับคุณพ่อและอาว่า อยากย้ายไปเรียนคณะนิติศาสตร์ เพราะไม่ชอบวิชาการบัญชี ซึ่งก็โชคดีที่ครอบครัวให้โอกาส..

“หลังจากย้ายเข้ามาเรียนคณะนิติศาสตร์ ผมเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิชากฎหมายเยอะมาก เพราะต้องอัดหนักกว่าคนอื่น ขณะที่คนอื่นอาจจะอ่านเพียงรอบเดียว แต่ผมต้องอ่าน 2-3 รอบด้วยซ้ำ ซึ่งโชคดีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงสามารถเลือกวันสอบเองได้ ทำให้ผมมีเวลามากพอที่จะทบทวนได้หลายรอบ และต้องบอกว่าผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากรั้วรามคำแหงแห่งนี้ สุดท้ายผมก็ทำสำเร็จ จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายในเวลา 3 ปี จากนั้นก็ไปต่อวิชากฎหมายเฉพาะทางที่เนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ อีก 2 ปี” นายนิติธร เล่าอย่างภาคภูมิใจ

เราเลือกเพื่อน แต่เพื่อนเลือกอนาคต จุดพลิกผันบนเส้นทางชีวิต จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับมาตั้งใจเรียนคืออะไร..!? ทนายเจมส์ เล่าให้ฟังว่า คงเป็นเพราะตอนสมัยคอซองขาสั้น ตนมีเพื่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือรุ่นราวคราวเดียวกัน ตนนับเป็นเพื่อนหมด สามารถไปเที่ยวเล่นกับกลุ่มไหนก็ได้ ตามประสาเด็กผู้ชาย แต่จุดที่ทำให้เปลี่ยนความคิดคือ เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพื่อนทุกคนต่างแยกย้าย มีทางเดินของตัวเอง ขณะที่เราไม่มีการวางอนาคตใดๆ ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร จึงเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า จะไม่มีวันถอยแน่ ตั้งแต่นั้นมา ตนเริ่มอ่านหนังสืออย่างหนักจนกระทั่งสายตาเสีย ซึ่งกว่าจะก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ ค่อนข้างหนักพอสมควร

ก้าวแรกบนเส้นทางกฎหมาย เริ่มต้นจาก..!? เส้นทางกฎหมายของทนายเจมส์ เริ่มต้นจากช่วงปิดเทอมที่รู้สึกว่าอยากลองหาประสบการณ์ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปสมัครที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ทิ้งไว้ แต่เผอิญโชคเข้าข้าง โดนเรียกไปสอบสัมภาษณ์ ทำให้ได้เข้าทำงานครั้งแรก ในปี 2544 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางกฎหมายตั้งแต่นั้นมา และทำงานครบ 1 ปี ก็ได้รับใบอนุญาตว่าความ

แน่นอนว่าทุกคนต้องมีครั้งแรก?.. ทนายเจมส์ เล่าให้ฟังว่า ประสบการณ์การว่าความครั้งแรก เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเราได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อช่วยเหลือลูกความในวันนี้ นั่นก็คือเพื่อนของตน ที่ขอให้ช่วยว่าความให้ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมเพื่อนถึงไว้ใจเรา อาจเพราะเป็นเด็กจบใหม่ ทำให้มีเวลามากพอในการเตรียมข้อมูลอย่างเต็มที่ สุดท้ายการว่าความและการขึ้นศาลครั้งแรกก็จบลงด้วยการไกล่เกลี่ยกันได้

สิ่งที่หลายคนอยากรู้! จุดเริ่มต้นการว่าความให้เหล่าดาราเซเลบ สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้มาเป็นทนายให้กับเหล่าดาราเซเลบ..!? นายนิติธร เปิดเผยให้ฟังว่า เริ่มจากรู้จักกับน้องที่เรียนกฎหมายด้วยกัน ซึ่งเป็นน้องของนักแสดงท่านหนึ่งในสมัยนั้น ไม่ว่าจะมีคดีอะไร เขาจะส่งมาให้ตนช่วยว่าความให้อยู่บ่อยครั้ง และหนึ่งในนั้นคืองานจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เฮโล โปรดักส์ชั่น จำกัด ของ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ซึ่งตนก็มีส่วนช่วยในการเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับบริษัทนี้ หลังจากนั้นได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายเรื่องสัญญาให้กับ ทราย วรรณพร ฉิมบรรจง ผ่านการบอกต่อจากผู้จัดการของอนันดา และว่าความให้กับ บัวขาว บัญชาเมฆ ซึ่งติดต่อผ่านรุ่นน้องตน

ต่อมา เจ้านายได้มอบโอกาสให้ช่วยว่าความให้กับ เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร คดีพิพาทกับ ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ซึ่งเป็นคดีที่ประทับใจที่สุด เนื่องจากทนายความอีกฝั่งก็เป็นเพื่อนในสมัยเรียน ทำให้สามารถไกล่เกลี่ยกันง่ายและจบลงด้วยดี รวมถึงได้มีโอกาสไปเจรจาด้านกฎหมายให้กับแก๊งนางฟ้า เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จากการแนะนำของเพื่อนพี่เอ ศุภชัย ซึ่งก็สืบเนื่องมาถึงที่มาของการเป็นทนายความส่วนตัวให้กับวุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์ ในคดีล่าสุด

“ส่วนตัวไม่ได้เลือกรับว่าความเฉพาะดาราหรือบุคคลมีชื่อเสียงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่ไม่มีทุนทรัพย์ ผมก็รับว่าความให้ เพราะความอยากช่วยเหลือและยิ่งเป็นคดีแปลกใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ยิ่งเป็นสิ่งท้าทายสำหรับผม เพราะฉะนั้นก่อนจะรับว่าความแต่ละคดี ผมจะพิจารณาอย่างละเอียดและรอบด้าน โดยสอบถามข้อมูลจากลูกความและห้ามไม่ให้ปกปิดข้อเท็จจริงใดๆ เพราะอาจมีผลต่อรูปคดีได้” ทนายเจมส์ กล่าว

ทนายเจมส์ เปิดเผยถึงหลักการคิดราคาว่าความแต่ละคดีว่า ตนจะคิดราคาตามความยากง่ายของคดี รวมถึงพิจารณาตามจำนวนครั้งที่ต้องขึ้นศาล เพราะฉะนั้นสำหรับราคาไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือดารา บุคคลมีชื่อเสียง ราคาก็ไม่ต่างกัน เพราะตนมองว่าการขอความช่วยเหลือจากลูกความ แสดงว่าเขาเห็นถึงความสามารถและความสำคัญกับเรา ดังนั้น รอยยิ้มของลูกความและญาติๆ ที่พ้นทุกข์และไม่ต้องติดคุก เป็นสิ่งที่ทำให้ตนประทับใจทุกครั้งที่ว่าความชนะ

กว่าจะมีวันนี้! “ทนายเจมส์” กับ 14 ปี บนเส้นทางว่าความ นายนิติธร เล่าให้ทีมข่าวฯ ฟังอีกว่า จากวันแรกถึงวันนี้ 14 ปี แล้ว บนเส้นทางกฎหมาย คดีที่ถนัดที่สุดในห้วงเวลานี้ ได้แก่ คดีล้มละลาย คดีฟื้นฟูกิจการ คดีอาญา และคดีแพ่ง เนื่องจากล้วนเป็นคดีที่ว่าความมาตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอสมควร สำหรับคดีอาญาเพิ่งมาเริ่มเรียนรู้ในภายหลัง แต่รู้สึกชอบ เพราะเป็นคดีที่ยากและท้าทาย เนื่องจากชีวิตของลูกความอยู่ในมือ ถ้าหากเราว่าความพลาด ลูกความต้องติดคุกทันที เพราะฉะนั้นหากเป็นคดีอาญาแล้ว ทนายความอย่างเราจะพลาดไม่ได้

ปัจจุบันตนประจำอยู่ บริษัท วิษณุ มานัสแอนด์ แอสโซซิเอท จำกัด ซึ่งรับว่าความส่วนตัวบ้าง นายนิติธร กล่าวถึงจุดเริ่มต้นการเป็นทนายความที่ดีได้ ควรเริ่มจากการเดินตามรุ่นพี่ในระยะ 2-3 ปีแรก เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ หลังจากนั้นอีก 2 ปี ต้องฝึกขึ้นเวทีด้วยตัวเอง หลังจาก 5 ปีไปแล้วก็สามารถเลี้ยงชีพตัวเองได้ ซึ่งสิ่งสำคัญของการเป็นทนายความคือ ความจริงใจที่มีต่อลูกความ เช่น คดีจะสามารถสู้ความได้หรือไม่ แนะนำว่าชี้แจงให้ลูกความทราบไปตามตรง เพราะเงินใช้แล้วหมดไป แต่ชื่อเสียงจะติดตัวและสามารถหาเลี้ยงชีพได้ตลอด ดังนั้น ถ้าเราทำดี มีความจริงใจ ผลงานเราก็จะมีชื่อแบบปากต่อปากไปเอง

นายนิติธร กล่าวถึงความคืบหน้าคดีของดีเจวุ้นเส้น กรณีโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า คดีคืบหน้าไปประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งส่วนของวุ้นได้ให้ข้อเท็จจริงไปเรียบร้อยแล้ว รอเพียงคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาสรุปข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อไปนำส่งที่คณะอนุกรรมการ และให้คณะอนุกรรมการชี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับกรณีของวุ้นเส้น

“อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกความที่มีทัศนคติไม่ดีต่อทนายความ ในฐานะทนายความคนหนึ่ง ขอความกรุณาอย่าใช้คำว่าเป็นทนายโจร ทุกอาชีพมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน บางครั้งลูกความกับทนายความอาจเป็นคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่า วันหนึ่งคนที่รู้จักหรือสนิท จะกลายเป็นฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย หรือผู้กระทำความผิด ดังนั้น เมื่อคนเหล่านี้ขอความช่วยเหลือ ทนายความอย่างเราก็ยากที่จะปฏิเสธ เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่คุณกลายเป็นฝ่ายกระทำความผิด คุณจะกล้าเรียกตัวเองว่าโจรหรือไม่ และทนายที่คุณไว้ใจให้ว่าความต้องกลายเป็นทนายโจรเช่นนั้นหรือ?” ทนายนิติธร กล่าวทิ้งท้าย

More in ข่าว / เทรนด์ใหม่ๆ