Connect with us

บันเทิง

นุ่น เล่าความในใจถึง หลุยส์ หลังแต่งงาน

เพิ่งเข้าสู่ประตูวิวาห์ไปแบบเรียบง่าย สำหรับคู่รักดังหลุยส์ สก๊อต และ นุ่น รมิดา ประภาสโนบล โดยทั้งคู่ได้จัดพิธีสงฆ์ช่วงเช้า ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร จากนั้นในช่วงค่ำวันเดียวกัน

ทั้งคู่ได้จัดงานฉลองมงคลสมรสที่ร้าน SIRI House Bangkok ชิดลม ท่ามกลางคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทที่มาร่วมยินดี เรียกว่าเป็นงานเล็กๆ แต่อบอุ่นมากจริงๆ นุ่น รมิดา เล่าถึงวันสำคัญในชีวิต ที่ทุกอย่างถูกจัดขึ้นแบบเรียบง่าย โดยมีเวลาเตรียมงานเพียงแค่ 1 เดือนครึ่ง แขกมาร่วมงานไม่ถึง 60 คน ไม่มีสินสอด มีเพียงคำมั่นสัญญาที่จะดูแลกันไปจนแก่เฒ่า รวมไปถึงเรื่องบ้านหลังงามราคาหลายสิบล้านบาทที่ทั้งคู่ตั้งใจจะให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต

ถามถึงงานแต่งงานที่ผ่านมา หลายคนชมว่างานเรียบง่ายมาก? “ตามภาพที่เห็นคือก็ไม่ได้มากหรือน้อยไป นั่นคือเจตนาที่อยากทำจริงๆ ไม่อยากทำเอิกเกริกยิ่งใหญ่มาก เวลาคุยกันเรื่องแต่งงาน เรารู้ว่าเราอยากได้แบบไหน ก็เอาเราเป็นที่ตั้งว่าความสุขของเรา เราอยากได้แบบไหน มันก็เลยออกมาเป็นรูปแบบงานที่เห็น

ไม่มีพิธีแห่ขันหมาก ไม่มีพิธีรดน้ำ หนึ่งด้วยหลุยส์เป็นฝรั่งด้วย แล้วเราเองมีความรู้สึกว่ามันคบกันมานานมาก จนมันเลยเรื่องที่จะต้องมานั่งแห่ขันหมาก มันคือแค่คนสองคนที่อยู่ร่วมกันได้ เราเข้าใจกันและอยู่ด้วยกันมานาน แล้วมันควรจะทำอะไรให้มันถูกต้อง เพื่อไม่ให้เป็นดราม่า ก็เป็นสไตล์นุ่นกับหลุยส์แหละ เรียบง่าย ไม่ได้เอิกเกริกอะไรขนาดนั้น เพราะเราเข้าใจตรงกันในเรื่องคนสองคน บางทีมันก็คิดเผื่อเยอะ เราก็ปวดหัว เราก็คิดแค่ว่าเรื่องของคนสองคนและครอบครัวก่อน มันก็เลยตอบโจทย์ในรูปแบบที่เราทำแล้วมันสำเร็จในสิ่งที่เราทำได้ตรงนั้น ได้ความอบอุ่น ความเป็นแฟมิลี่”

ในงานคนไม่เยอะมาก มีแค่คนในครอบครัวและเพื่อนสนิท? “ใช่ค่ะ มีคุณพ่อของนุ่น มีคุณแม่หลุยส์ ญาติฝั่งหลุยส์ ส่วนญาติฝั่งนุ่น คือเอาจริงๆ ญาตินุ่นเป็นครอบครัวกลุ่มใหญ่แหละ จะมีฝั่งของพ่อกับแม่ บางครั้งมันก็เยอะ แต่ว่าด้วยเจตนาเรา เรารู้สึกว่าถ้าต้องจัดใหญ่ขนาดนั้น สิ่งที่เราอยากได้มันไม่พอ ส่วนความสำคัญจริงๆ คือคนที่เลี้ยงเรามาคือคุณพ่อคุณแม่ เขาควรได้ในสิ่งที่เขาควรได้ ก็เลยมากันไม่เยอะ เราไม่อยากเอาคนที่อายุเยอะๆ มาเสี่ยงเพราะต้องมาเจอคนเยอะ อีกอย่างคือนุ่นกับหลุยส์ไม่ได้แพลนล่วงหน้า 4-5 เดือน งานแต่งเรา เราแพลนแค่ 1 เดือนครึ่ง เราไม่ได้ปิดข่าวนะ แต่เราแค่พยายามขอความร่วมมือจากทุกคนก่อน ตอนแรกหลุยส์ฟันธงอยากได้วันที่ 20 มี.ค. 2563 เป็นการไม่ดูฤกษ์หรืออะไรเลยค่ะ พอนุ่นรู้ว่าหลุยส์จะแต่งวันนี้ ก็เลยบอกพ่อให้เอาไปให้หลวงตาดูหน่อยว่ามันไม่ใช่วันไม่ดีใช่มั้ย พระท่านก็แค่บอกว่ามันไม่ได้ตรงกับวันไม่ดี ทำบุญได้ เราก็เลยถ้าได้วันนี้ก็วันนี้ แต่ในใจลึกๆ นุ่นมีความรู้สึกว่าเดือนครึ่งมันทำอะไรได้ไม่มาก ถ้ามันไม่เวิร์คจริงๆ เราก็ต้องเลื่อน เราก็เลยไม่ได้บอกใครเยอะ

หมายถึงว่าคนที่รู้เรื่องเราเลยไม่เยอะมาก เรากันไว้ว่าเผื่อเราต้องเลื่อน จะได้ไม่ต้องมานั่งแถลงข่าวบอกว่าเลื่อนนะคะ ถามว่าฉุกละหุกมั้ย อย่างที่บอกว่าถ้าต้องเลื่อนก็เลื่อนได้เพราะว่าเราไม่ได้ฟิกซ์ ไม่ได้ดูดวงมา เอาตรงๆ นุ่นว่านุ่นกับหลุยส์โชคดีมากกว่า นุ่นไปคุยกับร้านอาหาร คือพอเสร็จจากงานพร้อม (พร้อม สิริสันต์) กับพี่เก๋ (ชลลดา เมฆราตรี) แล้วเป็นจังหวะที่กำลังว่าง

ไม่มีถ่ายละคร ก็แค่คิดขึ้นมา คนก็แนะนำว่าไปดูร้านนี้เราก็เลยไปดูก่อนเป็นที่แรก เขาก็บอกว่าว่าง แล้วเราไม่ได้ไปดูที่อื่นอีกเลย พอเรารู้ว่าร้านนี้ว่าง แผนต่อไปคืออะไรต่อ หลุยส์ก็เป็นฝ่ายคุยเรื่องอาหาร แล้วมันเป็นร้านอาหาร ก็เลยรับแขกได้ไม่เกิน 60 คน จริงๆ ตอนแรกแขกประมาณ 80 คน จากตอนแรกที่จะเป็นอาหารจานต่อจานก็จะเป็นการแชร์ เราก็เครียดแล้วเพราะมีโควิดด้วย

เราก็ไม่อยากให้ทุกคนมาแชร์อาหารกันไง เราก็เลยโทรไปเช็กแขกทุกคนว่ามีใครมีความเสี่ยงมั้ย หรือกังวลเรื่องโควิด มาหรือไม่มาเราไม่ซีเรียส เพราะเราเอาความปลอดภัยก่อน พอคุยไปคุยมา แขกก็เลยเหลือ 60 แล้ววันงานจริงๆ เหลือกันประมาณ 50 กว่าคน ซึ่งเอาตรงๆ ในใจนุ่นกับหลุยส์อยากได้แขก 50 กว่าคน แต่พอเราเจอคนโน้นคนนี้เราก็อดบอกไม่ได้เพราะมันใกล้เราหมด เราก็เลยต้องบอก อย่างพี่เคน (ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) ก็อยู่ตั้งแต่วันขอ

เราเข้าใจว่าเขามีน้อง เราก็ไม่อยากให้เขามาเสี่ยง เลยบอกพี่เคนว่าเดี๋ยวเราไปกินข้าวนอกรอบได้ค่ะ เราเข้าใจทุกคน และทุกคนเข้าใจเรา อย่างพี่มิค (บรมวุฒิ หิรัญยัษฐิติ) ก็มาไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าพี่มิคยอมมาก็เครียดอะ มันจะมีดราม่าแน่ๆ เขาก็ขอโทษที่มาไม่ได้จริงๆ ซึ่งเราเข้าใจ พอวันนั้นที่มันเกิดขึ้น เราก็เลยแฮปปี้ เพราะเหลือแค่แฟมิลี่จริงๆ ถ้าในวิดีโอที่เห็น มันคือคนที่ใกล้มากจริงๆ เพื่อนก็เป็นเพื่อนหลุยส์สมัยเด็ก”

เรื่องชุดแต่งงานล่ะ? “จริงๆ มีคนถามเราเยอะมากเรื่องนี้ จะบอกว่าจริงๆ มีแค่ 2 ชุดนะคะ คือชุดไทยกับชุดที่เป็นชุดงานเลี้ยงฉลอง ไม่มีเปลี่ยน 3-4 ชุดนะคะ มีแค่ 2 ชุด 2 ลุคที่เห็นเลยค่ะ จริงๆ เราก็เจอคนตินะ คือเอาตรงๆ งานแต่งนุ่นไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นชื่นชม แต่ทำให้จุดที่เราแฮปปี้ที่เราอยากได้จริงๆ นุ่นก็ขอบคุณทั้งคนที่คอมเมนต์ทั้งติเตือนหรืออวยพรให้เรา สุดท้ายนุ่นก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำมันคือจริตของเรา มันคือความเป็นเรา

ธรรมชาติของเราเป็นแบบนี้ อย่างที่บอกว่านุ่นไม่ซีเรียสเลยจริงๆ เรื่องงานแต่ง ด้วยความเป็นดารา เราไม่ซีเรียสที่มีคอมเมนต์ว่าเมื่อไหร่จะแต่ง เราไม่ได้แต่งตามคำรีเควสของคน แต่เราแต่งเพราะจังหวะใช่ ชีวิตมันใช่ ความถูกต้องก็ตามมา นั่นคือเหตุผลที่เราพยายามทำให้มันเล็กๆ ง่ายๆ เรียบๆ เป็นสไตล์เรามากที่สุด มันคอมพลีทมากๆ ในวันที่ตัดสินใจทำ เราไม่ได้รู้สึกว่าแขกมาน้อยจังเลย เราทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุดที่มันเป็นธรรมเนียมค่ะ”

แล้วเรื่องบ้านที่เป็นเรือนหอล่ะ หลังนี้ราคากี่ล้าน? “เรื่องมูลค่าบ้านเรา… (นิ่งเงียบ) คือบ้านก็ไม่ใช่สินสอด เราไม่ได้ซื้อเพื่อความโอ่อ่าว่าจะมีบ้านใหญ่ แต่นุ่นกับหลุยส์คิดจะซื้อบ้านหลังใหญ่เพื่อรองรับในอนาคต คือหนึ่งมีลูก สองเผื่อพ่อแม่แก่ตัว จะได้ดูแลโดยที่มีพื้นที่ให้ทุกคนได้มีสเปซของตัวเองในพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เพราะตอนนี้เราก็เหลือแค่ฝั่งละคน หลุยส์ก็เหลือแม่ นุ่นก็เหลือแค่พ่อ วันนึงที่เราจะต้องดูแลท่านจริงๆ เราก็อยากให้ท่านอยู่ในสายตาเรา ใกล้ชิดเรา นั่นคือเหตุผลที่ซื้อบ้านหลังใหญ่ จะได้ไม่มานั่งกระจุกกันด้านหน้าแล้วรู้สึกอึดอัดที่ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวของเขา”

นุ่นมีส่วนร่วมยังไงบ้างกับการทำบ้านหลังนี้? “อย่างของนุ่น เราก็ช่วยกันแต่งบ้านแหละค่ะ เพราะจริงๆ บ้านหลังนี้เราก็อยากให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของเราจริงๆ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพยายามใส่รายละเอียดที่เราต้องอยู่จริง เราต้องใช้พื้นที่จริงๆ พยายามทำพื้นที่ทุกอย่างโดยคิดว่าเป็นบ้านหลังสุดท้าย คือบ้านที่หลุยส์อยู่ตอนนี้เขาไม่ได้ตกแต่งอะไร ไม่ได้จ้างสถาปนิกมาดูอะไรขนาดนั้น มันก็เลยเหมือนเป็นการตกแต่งกันเองไม่เป็นระบบ แต่เราอยากให้บ้านหลังใหม่เป็นระบบมากขึ้น ตอนนี้บ้านมันเสร็จแล้ว เรายังไม่ได้ตกแต่ง เรากำลังเลือกกันอยู่ว่าเราอยากใช้ฟังก์ชั่นที่ใช้ได้จริงๆ ที่ดีที่สุด”

อีกนานแค่ไหนกว่าจะได้ย้ายเข้าไปอยู่จริงๆ? “เห็นที่หลุยส์คุยกับฝ่ายออกแบบดีไซน์ เขาบอกว่าถ้าไม่ต้นปีหน้าก็ประมาณปลายปีนี้ค่ะ เอาตรงๆ ไม่ใช่ด้วยเศรษฐกิจ เพราะเราแพลนทุกอย่างหมดแล้ว แต่ ณ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราตกลงแบบกับเขาได้เร็วที่สุดแค่ไหน เพราะหลุยส์ค่อนข้างละเอียด ถ้าอะไรขัดหูขัดตาเขา เขาไม่ปล่อย เขาก็จะไฟท์หมดทุกอย่าง เราก็เลยปล่อยเรื่องนี้ให้มันเป็นเขา แต่ในส่วนพาร์ทเรา อย่างที่เห็นในคลิปรายการนุ่นหลุยส์ ตู้เสื้อผ้าเนี่ยนุ่นก็คิดเผื่อเขาแหละว่าห้องนั้นจริงๆ มันก็แชร์กันได้ แต่ด้วยความที่ผู้หญิงมันไม่มีคำว่าพอ ถึงใหญ่แค่ไหนก็ไม่พอหรอก เราก็คุยกับคนออกแบบว่าเอาอย่างนี้ เราไม่อยากให้ห้องเสื้อผ้าเรารก แต่ถ้าของนุ่นกับหลุยส์รวมกันมันจะรกชัวร์ แม่บ้านก็จะงง ก็เลยจะมีสเปซของใครของมันไปเลยจะได้ชัดเจน เพราะของผู้ชายก็แค่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ แต่ของเรามีเดรส จิปาถะนู่นนี่ นางก็ดูแค้นฝังตู้มาก (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็ยอมเราแหละ เพราะเข้าใจว่าผู้หญิงน่ะเนอะ ก็อยู่กันได้ยาว (หัวเราะ)”

ตั้งงบไว้มั้ยว่าไม่เกินเท่าไหร่ เพราะบ้านก็หลายสิบล้านแล้ว? “เราก็ต้องระวังงบแหละ เพราะด้วยเศรษฐกิจแบบนี้ การแต่งบ้านทุกคนเจอหมดแหละคำว่าบานปลาย ด้วยความที่เราแพลนกันมาแล้วก่อนที่เราจะเจอสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ เราวางงบไว้แล้วว่าเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังไม่ได้ผิดแผนเรามาก มันก็ยังอยู่ในงบ แต่เราก็ต้องดูอีกทีในตอนเริ่มทำจริงๆ ว่ามันต้องเพิ่มหรือต้องลดค่ะ ถามว่ากลัวงบบานปลายมั้ย ที่บอกว่าช้าสุดก็คือในเรื่องการคิดนี่แหละ เราอยากให้ไม่ต้องเปลี่ยนให้เสียเวลา เพราะใจเราก็อยากไปอยู่บ้านใหม่แล้ว แต่ว่าก็ต้องใจเย็น เพราะถ้าใจร้อนงานก็พัง

มันก็ไม่ดีอีก เราก็อยู่แบบไม่แฮปปี้ ที่เราอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้แออัดหรือไม่ดี เราก็แฮปปี้กับบ้านหลังนี้ที่เราอยู่อยู่แล้ว ก็พยายามให้อยู่ในงบ ซึ่งไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เพราะเราเองก็มีค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน เรื่องตรงกลางเราก็พยายามแชร์ พอเราเป็นภรรยาแล้ว เราไม่ได้อยากให้เขาต้องหนัก รับผิดชอบอะไรขนาดนั้น คือจริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนเลยนะหลังจากแต่ง เพราะเราทั้งคู่ก็มีรายได้ของแต่ละคนค่อนข้างชัดเจน เราไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยมาก เลยไม่ต้องมานั่งห่วงเรื่องอื่นเยอะมาก ซึ่งระหว่างรอทำบ้าน ตอนนี้อยู่บ้านหลุยส์ จากที่ไปมาคอนโด ตอนนี้คือมาอยู่บ้านหลังนี้ 100% แล้ว”

พอทำบ้านเสร็จแล้ว จะพาคุณพ่อของนุ่นกับคุณแม่ของหลุยส์มาอยู่เลยมั้ย? “ที่คุยกับเขาตอนนี้ แม่เขาก็ยังอยากอยู่บ้านหลังนั้นของเขาอยู่ค่ะ เขายังดูแลจัดการตัวเองได้ แต่ถ้าวันนึงนุ่นมีน้องหรือพ่อแก่ตัวลง เรามองว่าบางอย่างมันไม่ไหวแล้วก็ต้องมาอยู่กับเรานะ เราไม่ได้ซื้อบ้านมาเพื่ออยู่กันสองคน แต่ตอนนี้เราแค่มีความรู้สึกว่าเขายังช่วยเหลือตัวเองได้ เราก็อยากให้เขาเป็นรูปแบบนั้น เราก็คุยกันด้วยความเข้าใจมากกว่า”

เรื่องมีน้องจะเป็นในปีนี้มั้ย หรือเลื่อนออกไปก่อน? “ไม่ๆ จริงๆ นุ่นกับหลุยส์อยากมีลูกนะ แต่ว่าเราห่วงเรื่องไวรัส รอให้แก้ไขได้ก่อน ถ้ามีตอนนี้นุ่นก็เสี่ยงเกินไป ถ้าตัดโลกข้างนอกเหลือแค่เราเอง เราทำได้ถ้าเราจะทำ แต่นุ่นมองว่ามันไม่ใช่จุดที่แต่งงานแล้วต้องมีน้องทันที ทั้งๆ ที่เราอยากมี แต่เราก็ต้องเข้าใจโลกด้วยว่าคนต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะ แล้วมันกระทบหมดทุกอาชีพ เรายังต้องระวังตัว ทั้งเรื่องไวรัส เรื่องการใช้เงิน เรื่องอาหารการกิน เราเลยไม่ได้รีบจนเกินไป จริงๆ ตอนนี้นุ่นติดละครอยู่ แต่ถ้าสมมติน้องมาจริงๆ เราทำอะไรไม่ได้ เราก็ต้องคุยกับทางกองละครว่าแฮปปี้กับเราที่รูปแบบไหน แล้วค่อยว่ากันอีกเรื่องค่ะ”

หลังแต่งงานแล้ว ยังมีอะไรต้องปรับกันอีกมั้ย? “เรื่องปรับก็ปรับกันทุกวันอยู่แล้ว คนแต่งงานอยู่ด้วยกัน หรือคบกันมานานไม่ได้หมายความว่าจะอยู่จนถึงแก่เฒ่าได้ ถ้าวันนึงมีแค่เรื่องเดียวที่ไม่เข้าใจกัน หลังแต่งจริงๆ ก็เปลี่ยนแหละ นุ่นว่าช่วงนี้แหละที่รู้สึกว่ามันเพิ่งผ่านมา มันกระชุ่มกระชวย ความหวือหวามีมั้ยมันมี บางครั้งเราไม่รู้ตัวมากกว่า แต่ในส่วนของนุ่นเอง หลายๆ อย่างค่อนข้างชัดเจนขึ้น เราจะทำอะไรเป็นคู่ก็ไม่ต้องมานั่งกลัวแล้วว่าวันนี้เราเป็นแค่แฟน เราเป็นภรรยาแล้ว เราทำอะไรได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ นั่นคือความรู้สึกของเรา”

ในคลิปงานแต่งงาน หลุยส์บอกว่าการแต่งงานไม่ได้ทำให้รักนุ่นมากขึ้น เพราะว่ารักนุ่นมากพออยู่แล้ว รักมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว? “(หัวเราะเขิน) เราก็รู้สึกดีนะ คนคนนึงรักมากกว่านี้ไม่ได้แล้วน่ะ อย่างที่ในภาพที่ทุกคนเห็น เขาดีกับนุ่นยังไง เขาดีกับครอบครัวนุ่นยังไง เขาอยู่กับนุ่นในช่วงต่ำสุดของชีวิตคือช่วงแม่ป่วย มันมากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ นุ่นก็ไม่ได้ต้องการมากไปกว่านี้แล้ว นุ่นเจอทุกโมเมนต์ในชีวิตของตัวเองมาหมดแล้ว วัยรุ่นใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว ช่วงที่มีแฟนก็แฮปปี้ แล้วเจอจุดพีคที่โตเต็มวัยในอายุ 30 กว่า คือช่วงแม่ป่วย ต้องมานั่งจัดงานศพแม่ เหลือพ่อที่ต้องรับผิดชอบ ชีวิตนุ่นคือผ่านโลกที่พ่อกับแม่เจอมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราเข้าใจว่าเราขออะไรใครไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะเขาให้เราหมดแล้ว ที่เหลือมันคือการดูแลกัน อยู่กันไปเรื่อยๆ ซัพพอร์ตกันดูแลกันมากกว่า”

มีอะไรอยากบอกหลุยส์มั้ยหลังจากได้ยินประโยคนี้? “ถ้าจะบอกคือขอบคุณน่ะแหละ นุ่นว่ามันก็ขาดไม่ได้หรอก ในจุดที่เราผ่านอะไรทุกอย่างมาครบแล้ว เราได้อะไรแบบนี้ เราก็คงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว เราก็ดูแลกันและกัน ตอบแทนในสิ่งที่เขาทำให้เรา เราตอบแทนในสิ่งที่เขาดูแลเรา ดูแลครอบครัวเรา ให้ความรักกับครอบครัวเรา ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ เราทำอะไรมากกว่านี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน คำพูดของหลุยส์ก็เหมือนคำพูดของนุ่นแหละ ถ้าถามนุ่น นุ่นก็ให้มากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วเหมือนกัน ถ้าเราเต็มที่ไปกว่านี้มันจะไม่มีความเป็นตัวเราแล้ว เพราะเราให้เขาไปหมดแล้ว สุดท้ายคุณยังต้องมีตัวคุณเองเป็นที่ตั้งด้วยค่ะ สิ่งที่คุณให้คนอื่นได้ นั่นคืออีกความรู้สึกนึงที่มันไม่ใช่ครอบครัว แต่ตัวเองอุทิศให้อีกคนนึงได้ค่ะ”

ฝากถึงแฟนๆ ที่แสดงความยินดี? “จริงๆ นุ่นไม่รู้จะพูดยังไง นุ่นอยากขอบคุณทุกคน นุ่นพอใจกับสิ่งที่ทุกคนส่งมา ถึงเราไม่เคยเจอหน้ากัน เราก็พยายามจะคอมเมนต์ตอบทุกคนที่คอมเมนต์เข้ามา เพราะนุ่นรู้สึกว่าเขาเห็นในความรัก เห็นในความตั้งใจของเราจริงๆ เพราะฉะนั้นนุ่นก็อยากจะตอบแทนทุกคน คำว่าขอบคุณ ถ้านุ่นเดินไปจับมือแล้วขอบคุณรายตัวได้นุ่นจะทำ แต่มันทำไม่ได้เพราะมันเยอะมาก เราก็ตอบแทนในสิ่งที่เป็นความสุขให้เขา เช่น คลิปที่นุ่นทำ รูปที่ส่งให้ เพื่อให้แฟนๆ เข้าใจว่าเราขอบคุณจริงๆ ที่ทุกคนยินดีกับเรา ภูมิใจไปกับเรา คือทุกคนลุ้นมานานว่าเมื่อไหร่เราสองคนจะแต่งงาน พอวันนึงเขาเห็นเราแต่ง เขาก็บอกว่าดีใจด้วยจริงๆ สุดท้ายวันนี้ก็มาถึง เราแฮปปี้กับตรงนี้ค่ะ ก็ฝากขอบคุณแฟนๆ ด้วยค่ะ

More in บันเทิง