093

จากผลการวิจัยของบริษัท “เอ็นไวโรเซล ไทยแลนด์” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา และพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า  ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มของค่านิยมที่เปลี่ยนไปหลายประการ ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ เรากำลังเข้าสู่ยุค “ตัวกูของกู” (Gen Me)

จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องของบริษัท “เอ็นไวโรเซล ไทยแลนด์” ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ค่านิยมของคนไทยที่เปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้นักการตลาดต้องรีบปรับตัวเพื่อรับมือกับกลุ่มผู้บริโภค Gen Me ที่มีแนวโน้มว่าจะคลั่งไคล้ความสะดวกสบาย และพยายามหาโอกาส “รวยทางลัด” (RICHFICIENCY (RICH+SUFFICIECNY)) เพราะเด็กรุ่นใหม่มักมีความอดทนน้อย ไม่ชอบทำงานประจำ แต่ก็ไม่ต้องการพึ่งพาใคร บวกกับความเป็นตัวเองที่ค่อนข้างสูง จึงพยายามมองหาวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้พวกเค้ารวยทางลัดได้โดยไม่ต้องทำงานประจำ เราจึงเห็นเด็กรุ่นใหม่นิยมทำงานอิสระกันค่อนข้างเยอะ ทำให้หนังสือประเภทเคล็ดลับความร่ำรวย และแรงบันดาลใจให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จนั้นขายดีติดอันดับต้นๆ ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เริ่มศึกษาข้อมูลการลงทุนในหุ้นสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ อัตราการเติบโตของเว็บไซต์เกี่ยวกับการลงทุนก็เพิ่มมากขึ้นด้วย รวมถึงความนิยมในกลุ่มนักลงทุนรุ่นเยาว์ที่ประสบความสำเร็จก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่กระตุ้นให้คนหันมาทำงานอิสระที่สามารถทำได้จากที่บ้านกันมากขึ้น

หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นว่า นี่เป็นเพียงความฉาบฉวยที่คนไทยนิยมให้ความสำคัญที่ “ความงามภายนอก” (EXTHETIC (EXTERNAL+AESTHETIC)) แล้วหลงลืมคุณค่าของความงามที่ซ่อนอยู่ภายใน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม ซึ่งมีผลต่อหน้าที่การงานและความสำเร็จ เราจึงเห็นสมาร์ทโฟนหลายรุ่นที่เปิดตัวมาด้วยการดึงเอาจุดเด่นที่เน้นกล้องหน้าเพื่อการถ่ายรูปแบบ Selfie ได้อย่างสวยงามมาเป็นจุดขายมากกว่าการใช้งานหลักๆ ยิ่งเป็นการส่งเสริมการให้ความสำคัญกับความงามภายนอกที่เกินจริง ทำให้เด็กรุ่นใหม่ถ้าไม่สวย ไม่หล่อ จะขาดความมั่นใจในตัวเองทันที เด็กเหล่านี้จึงนิยมทำศัลยกรรมเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองมากกว่าที่จะไปไขว่คว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาความสามารถที่อยู่ภายใน

และยิ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้เด็กนิยม “ช่วยเหลือตัวเอง (ไม่พึ่งพา)” (YELP (Help Yourself)) จากเดิมที่มีอะไรเคยปรึกษาผู้ใหญ่ ปัจจุบันหันมาค้นหาข้อมูลที่ต้องการจากอินเตอร์เน็ตแทน และก็ใช้เวลาอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์ค่อนข้างมาก ทำให้ขาดการปฎิสัมพันธ์กับผู้คนทั่วไปทำให้เด็กรุ่นใหม่แคร์ความรู้สึกคนรอบข้างน้อยลง และยังยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เอาความต้องการตัวเองเป็นหลัก และชอบแสดงออกด้วยข้อความผ่านทางโซเชียล

เมื่อสามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่แคร์ความรู้สึกของใคร ทำให้เด็กรุ่นใหม่มีค่านิยม “ไม่ผูกมัด” (NOBLIGLATION (NO+OBLIGLATION)) จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหรืออุปกรณ์สื่อสาร แม้จะมีคนอยู่รอบข้างก็ตาม แต่ในทางกลับกัน คนกลุ่มนี้จะมีการปฎิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนบนโลกออนไลน์ สร้างเครือข่ายไว้สำหรับพูดคุยกันกับเพื่อนใหม่โดยที่ไม่ต้องเคยเจอหน้ากันมาก่อน เพราะพื้นที่ตรงนี้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ และไม่ต้องผูกมัด หรือรับผิดชอบใดๆ มากมาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้มีอัตราการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่มากขึ้นในสังคม นั่นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการถูกกระตุ้นด้วยข้อมูลบนโลกออนไลน์ตลอดเวลา ทำให้ต้องการความแปลกใหม่และเร้าใจอยู่เสมอ  เพื่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไว้เป็นเรื่องเล่าบนสังคมออนไลน์

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ บนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดค่านิยมของการ “เปิดเผย ชัดเจน อย่าปิดบัง” (SINCLEAR (SINCERE+CLEAR)) ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เราสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย แต่อะไรจริงหรือเท็จแค่ไหนไม่มีใครรู้ คนกลุ่มนี้จึงโหยหาการแสดงความจริงใจ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเชื่อรีวิวจากผู้ที่เคยใช้งานมากกว่าโฆษณาของแบรนด์ เพราะให้ความรู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงของคนมีประสบการณ์จริง ทำให้เกิดความจูงใจที่จะเลือกซื้อเลือกใช้ตาม

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ มักจะมี “วัฒนธรรมเดียวกัน” (BLENDSO (BLENDED+SOCIETY)) เพราะโลกของการสื่อสารในปัจจุบันสามารถเข้าถึงกันได้ทั่วโลก ทำให้คนรุ่นใหม่รับรู้ข่าวสารในแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านแฟชั่นหรือเทรนด์ต่างๆ จากทั่วโลก ทำให้มีรสนิยมคล้ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่จะมีพฤติกรรมเลียนแบบวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้แล้ว ผู้บริโภคสมัยนี้ยังมีแนวโน้มที่จะมี “มาตรฐานสูง” (SUPERGENIC (SUPER+GENIC)) โดยเฉพาะความรู้สึกที่ต้องการจะได้รับบริการดีๆ ซึ่งกว่า 68% ของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนยี่ห้อสินค้า อาจไม่ใช่เพราะไม่พอใจในตัวผลิตภัณฑ์ แต่มักจะไม่พอใจกับบริการที่ได้รับ นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

และความสะดวกสบายที่ว่านี้ ก็ทำให้เกิดค่านิยม “ซื้อน้อยแต่ได้เยอะ” (EASEMORE (EASY+MORE)) ตามมา เพราะผู้บริโภคมีความสะดวกสบายจนเคย ทำให้ไม่ชอบพกอะไรเยอะแยะ จึงมีแนวโน้มว่าจะชอบอะไรที่สามารถทำได้สารพัดประโยชน์ อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือสามารถถ่ายรูป ดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต และยังใช้พกพาเป็นสมุดบันทึก หรือใช้แทนกระเป๋าเงินได้ด้วย นั่นหมายความว่า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะต้องคำนึงถึงการใช้งานของผู้บริโภคให้สามารถใช้งานง่าย และสามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน

ความคิดเห็น

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

เกี่ยวกับผู้เขียน

Senior Content Writer, Digital MKT, Social Media Strategic Planner, Digital Content, PR & Event MKT